เขียนโดย webinfo (http://archaeology.thai-archaeology.info/)
ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | วิทยาศาสตร์น่ารู้ | โบราณคดี
โดย ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
พุธ, 23 มีนาคม 2005
ในความนึกคิดของคนทั่วไป นักโบราณคดีคือผู้ที่ทำงานอย่างโดดเดี่ยวกลางท้องทุ่งที่มีแดดแผดเผาหรือ บ้างก็ทำงานเป็นกลุ่มเล็ก ในมือมีจอบเสียมสำหรับขุดดินหรือแซะก้อนหิน เพื่อหาซากปรักหักพังอันได้แก้โบราณวัตถุ หรือสัตว์ดึกดําบรรพ์ และในบางครั้งโชคดีพบซากไดโนเสาร์ หรือเมืองใต้ดิน เช่นในปี พ.ศ. 2453 Sir Arthur Evans ได้ขุดพบซากอารยธรรมของเผ่า Minoan บนเกาะ Crete ในประเทศกรีซ หรือ Louise Leakey ขุดพบกระดูกกะโหลกของมนุษย์ลิง Australopithecus อายุ 3.5 ล้านปี ในดินแดนที่แห่งแล้งชื่อ Olduvai Gorge ในประเทศ Tanzania เป็นต้น แต่กว่าที่ชื่อของนักโบราณคดีทั้งสองจะเป็นอมตะ นักขุดทั้งคู่ต้องผ่านการทำงานที่เหนื่อยทั้งกายและหน่ายทั้งใจ แบบหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ติดต่อกันนานเป็นปี
นั่นคือวิธีทำงานและสภาพทำงานของนักโบราณคดีในอดีต แต่มาถึงยุคนี้สมัยนี้ วิทยาการด้านโบราณคดี ได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก นักโบราณคดีปัจจุบันทำงานสบาย เพราะมีหลักการและหลักฐานสนับสนุนการขุดหา ร่องรอยต่างๆ อย่างครบครันกว่าเก่าด้วยเทคนิคด้านการตรวจรับสัญญาณระยะไกล (Remote Sensing )
เทคโนโลยีที่ได้พลิกโฉมการวิจัยด้านโบราณคดีนี้ ถือกำเนิดในราวเดือน ธันวาคมของปี พ.ศ. 2511 เมื่อนักบินอากาศ ได้ถ่ายภาพโลกทั้งลูกขณะที่กำลังโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ และได้รายงานกลับมายังโลกว่าได้เห็นกำแพงเมืองจีน การเห็นครั้งนั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความคิดที่จะใช้เทคโนโลยีดาวเทียม เสาะแสวงหาวัตถุที่อยู่บนโลก
ความคิดนี้ได้ผลักดันให้องค์การบินและอวกาศของสหรัฐฯ (NASA) เริ่มโครงการดาวเทียม Landsat เพื่อ ศึกษาพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ และที่จะเป็นไปได้ในอนาคต โดยฉายแสง infrared จากดาวเทียมให้กระทบพื้นดิน และพืชพรรณธัญญาหาร หรือสิ่งต่างๆ บนโลกแล้วศึกษาแสงสะท้อน ด้วยวิธีนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถรู้ชนิดและสุขภาพของสิ่งที่คลื่นแสงกระทบ เช่นต้นข้าวสาลีที่สมบูรณ์จะสะท้อนคลื่นแสง infrared ได้ดี กว่าต้นข้าวสาลีที่ไม่สมบูรณ์ คุณสมบัติการสะท้อนแสงที่ต่างกัน ระหว่างวัสดุต่างชนิดกันนี้ ได้ช่วยให้นักโบราณ ค้นพบซากปรักหักพังที่เคยเป็นปราสาทของชนเผ่า Maya ในประเทศเม็กซิโก และสิ่งก่อสร้างโบราณใน Mesopotamia ของอิรักได้ นอกจากนี้นักโบราณคดียังได้ประสบความสำเร็จในการใช้ดาวเทียม Landsat พบ อารยธรรมของคนโบราณที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณป่ารอบทะเลสาบ Arenal ของประเทศ Costa Rica ใน อเมริกาใต้ว่า ในอดีตเมื่อ 3,000 ปีก่อนชาวบ้านได้รู้จักสร้างสุสาน บ่อน้ำ และถนนหนทางเชื่อมต่อ ระหว่างหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งความรู้นี้เป็นความรู้ใหม่ เพราะนักมานุษยวิทยาได้เคยคิดกันว่าชนเผ่า Arenal ไม่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณทะเลสาบแห่งนั้นเลย
ส่วน J.Fleagle แห่ง State University of New York ก็ได้ประสบความสำเร็จในการพบโครงกระดูกของ คนดึกดําบรรพ์ Australopithecus afarensis อายุ 3.7 ล้านปี โดยใช้เทคนิคการสำรวจข้อมูลระยะไกล เช่นกันที่ Great Rift Valley ในประเทศ Ethiopia จากความจริงที่ว่ากระดูกคน และดินที่ฝังกระดูกนั้นสะท้อนรังสี infrared ที่มาตกกระทบมันได้ดีไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อรังสีสะท้อนถูกแปลงสัญญาณเป็นภาพ Fleagle จึงสามารถเห็นโครง กระดูกที่ซ่อนอยู่ใต้ดินอายุ 3.7 ล้านปีได้
ตัวอย่างความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีตรวจรับสัญญาณระยะไกลอีกหนึ่งตัวอย่างเกิดที่ประเทศ Saudi Arabia ซึ่งเป็นประเทศที่มีทะเลทรายพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง 777,000 ตารางกิโลเมตร นักท่องทะเลทรายมีตำนานที่ได้เล่าสู่กันฟังว่า มีกาหลิบพระองค์หนึ่งชื่อ Shaddad ibn Ad พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองหนึ่งชื่อ Ubar เมื่อ 4,800 ปีก่อน ซึ่งในเวลาต่อมาเมืองนี้ได้เป็นศูนย์ การค้า การกวีและศาสนา แม้กระทั่งคัมภีร์ Koran ของ อิสลามก็ยังได้เคยกล่าวถึงเมือง Ubar แต่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า เมื่อถึงปลาย คริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง เมือง Ubarได้สาบสูญไปจากโลก เมื่อเมืองทั้งเมืองได้อันตรธานไปจากโลกเช่นนี้ ผู้คนต่างก็พากันโจษจันว่าคงเป็น เพราะพระอัลลาร์ทรงพิโรธ ผู้คนในเมืองจึงได้ทรงทำลาย ชีวิตชาวเมืองด้วยพายุทราย เมื่อความพยายามใดๆ ที่จะค้นหาเมืองนี้ไม่ประสบความสำเร็จ คนอาหรับในสมัยต่อมาจึงพากันเชื่อว่า ใครก็ตาม ที่ได้เห็นเมือง Ubar อีก จะถูกพระผู้เป็นเจ้าทรงลงโทษให้เป็นคนเสียสติทันที T.E. Lawrence หรือ ลอว์เรนซ์ แห่งอาระเบียก็ได ้เคยใฝ่ฝันที่จะเห็นนคร Atlantis กลางทะเลทรายนี้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
จนถึงปี พ.ศ. 2535 Sir Ralph Fiennes นักสํารวจชาวอังกฤษ ได้ใช้แผนที่โบราณที่ Claudius Ptolemy แห่งกรุง Alexandria ได้วาดขึ้นในสมัยคริสตศตวรรษที่ 2 และเทคโนโลยีถ่ายภาพระยะไกลของคริสต์ศตวรรษที่ 20 พบเมือง Ubar ว่าแท้ที่จริงนั้นอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทราย ในประเทศ Oman
ระบบแสง infrared ที่ใช้ในการค้นหา Ubar ได้แสดงให้เห็นภาพของถนนและสิ่งก่อสร้างต่างรวมทั้งท้องน้ำที่แห้งขอด ฝังจมอยู่ใต้ทะเลทราย ในบริเวณเมืองภาพถ่าย แสดงให้เห็นอีกว่าถนนที่ชาวเมืองใช้ในการสัญจร และติดต่อกับชาวโรมันและชาว Alexandria เป็นเส้นทางที่ยาวร่วมพันกิโลเมตร เมื่อเทคโนโลยีการถ่ายภาพ ระยะไกลระบุชัดเจนว่าใต้ผืนทรายมีเมืองฝังอยู่ นักโบราณคดีจึงได้ลงมือขุดพื้นที่สงสัยทันที และก็ได้พบซากปรักหักพัง ของกำแพงล้อมรอบเมืองว่ามีลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยมที่สูง 9 เมตร และมี หอคอย 8 หอ เรียงรายรอบ เมือง นอกจากนี้ก็ยังได้พบเครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุถึง 4,000 ปี กว่า 4,000 ชิ้นด้วย และหลังจากที่ได้รวบรวม หลักฐานทางธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์แล้ว นักโบราณคดีก็รู้จุดจบของนคร Ubar ว่าได้มีปรากฏการณ์แผ่น ดินไหว และธรณีแยกอย่างรุนแรงปราสาทและสิ่งก่อสร้างต่างๆ จึงพังถล่มทับผู้คนจนตายทั้งเมือง
ในปี พ.ศ. 2524 ขณะนักบินอวกาศโคจรรอบโลกด้วยกระสวยอวกาศ เขาได้ถ่ายภาพของบริเวณพรมแดน ระหว่างอียิปต์และซูดานซึ่งมีทะเลทรายปกคลุม ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ในอดีตพื้นที่ส่วนนี้เคยมี แม่น้ำสามสายไหลผ่าน แต่บัดนี้แม่น้ำทั้งสามแห่งขอดแล้ว การ “เห็น” ร่องรอยของแม่น้ำ เช่นนี้ได้ทำให้นักโบราณ คดีลงสำรวจพื้นที่ และก็ได้พบว่า ในอดีต เมื่อ 2 แสนปีมาแล้ว มนุษย์ได้เคยเข้ามาตั้งถิ่นฐาน อาศัยอยู่ในบริเวณ นั้น
การค้นพบนี้ได้ทำให้นักมนุษยวิทยา นักธรณีวิทยา และนักชีววิทยารู้และเข้าใจวิวัฒนาการของชีวิตผู้คนใน อียิปต์สมัยนั้นได้ดี เพราะถึงแม้ดินแดนแถบนั้นในปัจจุบันนี้จะเป็นดินแดนที่แห้งแล้งที่สุดในโลกก็ตาม แต่เมื่อ 5,000 - 10,000 ปีก่อนโน้น ภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศแถบนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้ผู้คนมีความสุข แต่เมื่อดิน ฟ้าอากาศแปรปรวน คือมีฝนตกน้อยและอากาศแล้ง ผู้คนก็ได้หันไปประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์แทนทำนา ส่วนคน บางคนก็ได้เริ่มอพยพสู่ลุ่มแม่น้ำไนล์ ซึ่งมีคนตั้งรกรากอยู่ก่อนอย่างค่อนข้างหนาแน่น เหลาชาวนาที่ทำงานอยู่ ตามสองฝั่งแม่น้ำไนล์รู้จักนำน้ำเข้านา รู้จักทำไร่และไถนา ส่วน คนที่อพยพมาใหม่นั้นก็รู้ว่าชีวิตไม่ปลอดภัยในเวลากลางวัน จึงได้หันมาอพยพในเวลากลางคืนแทน การเดินทางในยามค่ำคืนบ่อยทำให้คนเหล่านี้รู้จักสังเกต ดาว และวิทยาการด้านดาราศาสตร์จึงถือกำเนิดที่อียิปต์นี้เอง
เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2531 ขณะกระสวยอวกาศ Endeavor โคจรเหนือนครวัตของเขมร ยานอวกาศได้ใช้แสง infrared ที่มีความยาวคลื่น 24 เซนติเมตรสำรวจนครวัด และได้พบว่าคนเขมรโบราณรู้จักขุดคลอง สร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9
ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2540 F.EI-Baz แห่งมหาวิทยาลัย Boston ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานการค้นหาห้องลับของพีระมิดแห่ง Giza ซึ่งฟาโรห์ได้สร้างขึ้นเมื่อ 4,600 ปีก่อน โดยใช้เทคนิค remote sensing และเขาก็ได้พบเรือฟาโรห์ที่ยาว 43.4 เมตร และกว้าง 5.9 เมตร ซุกซ่อน อยู่ภายในห้องลับห้องหนึ่ง ขณะนี้เรือดังกล่าวถูกนำมา ประดิษฐานอยู่ ในพิพิธภัณฑ์ใกล้พีระมิด และเมื่อ ประมาณ 10 ปี ก่อนนี้รัฐบาลอียิปต์ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย Boston ได้ใช้วิธีเทคนิคการถ่ายภาพ ระยะไกลค้นหาห้องลึกลับห้องที่สองในพีระมิดลูกนั้นอีก โดยหวังจะได้เห็นเรือและศึกษาอากาศที่ถูกปิดขังอยู่ใน ห้องนานถึง 4,600 ปี ส่วนนักโบราณคดีภายใต้การนำของ EI-Baz ก็ได้ใช้เทคโนโลยี remote sensing หา ตําแหน่งของห้อง จากนั้นก็ได้ใช้สว่านเจาะหินที่หนา 1.59 เมตรจนทะลถึงห้องลับ และได้เห็นเรือฟาโรห์ลำที่สอง การวิเคราะห์อากาศภายในห้องในชั้นต้นแสดงให้เห็นว่า อากาศปัจจุบัน ได้ซึมเข้าไปปนกับอากาศ อดีตบ้างแล้ว คณะทำงานจึงตัดสินใจปิดห้องลับนั้นอีกและตั้งใจจะไม่รบกวนความเป็นอยู่ภายในของห้องอีกนาน
ขณะนี้ นักโบราณคดีจากอังกฤษก็กำลังใช้เทคนิค remote sensing ทำแผนที่ของเมืองโบราณที่จะแสดง ให้เห็นถนนหนทาง ร้านในเมือง และโบสถ์ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่า เมืองโรมันนี้เคยอยู่ที่เมือง Wroxeter ของ อังกฤษปัจจุบัน
ในอนาคตเทคนิคการถ่ายภาพระยะไกลจะทำให้การสํารวจและการวิจัยทางโบราณคดี มีความสําเร็จสูงยิ่งขึ้น คุณค่าอีกประการหนึ่งของเทคนิควิธีนี้ คือ สภาพแวดล้อมถูกระทบกระเทือนน้อย ดังนั้นการค้นหาความลึก ลับใต้ดินเป็นเรื่องที่เป็นไปได้โดยเราไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยตาอย่างจะๆ อีกต่อไป