สัณฐานที่พบในภูมิประเทศคาร์สต์

สัณฐานที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องพบทุกแบบในภูมิประเทศคาร์สต์แห่งหนึ่งๆ ที่พบเสมอๆ ได้แก่

  1. เทอร์รา โรสซา (Terra rossa) เป็นพื้นดินที่เกิดจากการ ผุพังของหินปูนที่ชั้นหินวาง ตัวนอนในแนวระนาบ (มุมเอียงหินมีค่าเป็นศูนย์) หรือเกือบระนาบ ชั้นหินจะค่อยๆ ผุพัง โดยกระบวนการทางกายภาพ และทางเคมีจนเกิดเป็น ดินร่วนเหนียว และมีสีแดง สีแดงนี้เกิดจาก การออกซีไดซ์เหล็ก เนื่องจาก มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี
  2. สุสานหินหรือป่าช้า (Lapies) เป็นบริเวณที่หินปูนโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาแต่ไม่สูงมากนัก คล้ายกับเป็นที่ ราบกว้าง หินปูนบริเวณอำเภอปากช่อง และใกล้เคียงโผล่ พ้นผิวดินประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระหว่างหินปูนมักจะมีดินสีแดง อยู่ ส่วนมากจะพบในบริเวณ ที่หินปูนมีค่ามุม เอียงสูงจนบางครั้งถึง 90 องศา เมื่อก้อนหินยังมีดินปกคลุมอยู่ น้ำในดินและน้ำที่ไหล ซึมผ่านลงไปในดิน จะทำให้ยอดของก้อนหิน กลมมนและเรียบ แต่เมื่อโผล่พ้นผิวดินขึ้นมา การละลายและกษัยการ จะทำให้ก้อนหินโผล่ นี้มีรูปร่างต่างๆ กันออกไป เรียกสัณฐานนี้ว่า การ์เรน (Karren)
  3. แอ่งต่ำหินปูน (Doline) เป็นสัณฐานอีกแบบหนึ่ง ของภูมิประเทศคาร์สต์ รูปร่างเป็นหลุมลึกหรือบ่อน้ำ ขอบนอกเป็นวงกลม หรือวงรี ขอบในลึกลงไป เป็นแบบกรวย หรือเป็นแอ่งที่มีมุมลาดน้อย พื้นหลุมหินปูนมักจะมีดินผสมดินสะสมอยู่ หรือเป็นชั้นดินวาง ตัวอยู่บนหินแข็ง บางบริเวณเป็นชั้นดิน ที่กันไม่ให้น้ำซึม ผ่านไปได้จึงมีลักษณะคล้าย ทะเลสาบเล็กๆ หรือเป็นบ่อน้ำ วิวัฒนาการของแอ่งหินปูน อาจเกิดจากการละลาย ซึ่งเป็นการละลายหินปูน อย่างช้าๆ บนพื้นที่จนเกิดเป็นแอ่ง หรือเกิดจากกระบวนการ ทางกายภาพ โดยเริ่มต้นจากการละลาย จนเกิดเป็นโพรง ที่มีผนังด้านบน บางจนในที่สุดรับน้ำหนัก ไม่ได้จึงยุบตัวลงมา แอ่งหินปูนเกิดจากกา รละลายของหินปูน สัณฐานคล้ายกระทะ หงาย มีขนาดเล็กจน ถึงขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 10-1,000 เมตร ลึก 2-100 เมตร มีรูปแบบต่างๆ กันดังนี้

    • รูปร่างแบบชาม มีอัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลาง ต่อความลึกเท่ากับ 10:1 และมุมความลาดมีค่าประมาณ 10-12 องศา พื้นแอ่งแบบนี้ และปกคลุมด้วยดิน
    • รูปร่างแบบถ้วย อัตราส่วนระหว่าง เส้นผ่านศูนย์กลาง กับความลึกเป็น 2-3:1 และมีความลาด ด้านข้างประมาณ 30-40 องศา แอ่งแบบนี้ พื้นจะแคบ
    • รูปร่างแบบกรวย เส้นผ่านศูนย์กลาง จะมีค่าน้อยกว่า ความลึกด้านข้างมีความลาดสูง ซึ่งอาจจะถึง 90 องศา
  4. หลุบยุบและแอ่งหินปูน ที่มีความลาดด้านในสูงชันนั้น จะถูกกระบวนการละลาย และกษัยการ ทำให้ความลาดค่อยๆ ลดลง จนเป็นแบบรูปชาม ในที่สุด ซึ่งมักจะมีการใช้ที่ดินได้ แอ่งหินปูนนี้จะมีวิวัฒนา การเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาอย่างช้าๆ
    • แอ่งหินปูนแบบธรรมดา เกิดจากน้ำซึมไปตามรอยแตกของหิน ทำให้เกิดการละลาย ในหินปูนและยุบตัวเป็นแอ่ง ซึ่งจัดว่าเป็นแบบทั่วๆ ไป
    • แอ่งหินปูนตะกอน เกิดจากการมีตะกอนของแม่น้ำมาทับถมอยู่บนหินปูน เมื่อกระบวนการละลายเกิดขึ้นในหินปูนตามรอยแตก จึงยุบตัวลง
    • แอ่งหินปูนทลาย เป็นแอ่งเปิดขนาดเล็ก แต่อาจจะขยายใหญ่ขึ้น เกิดจากการยุบตัวของหิน เนื่องจากหินภายใน เป็นโพรง และหินเบื้องบน ไม่อาจทานน้ำหนักได้
    • แอ่งหินปูนยุบ มีหินอื่นอยู่บนหินปูน เช่น ดินเหนียว หรือหินเนื้อละเอียด ที่ไม่ค่อยยอมให้น้ำผ่าน เมื่อมีรอยแตกในหินปูน และมีน้ำไหลลงไปได้ ทำให้เกิดการละลาย ในหินปูนด้านล่างจนยุบตัว

    โดยการละลายทำให้มีขนาดใหญ่ มากขึ้นรูปร่างมักจะรียาวไป ตามโครงสร้างหิน การจำแนกแอ่งหินปูน ตามกระบวนการแบ่งดังนี้

  5. แม่น้ำหาย ในบริเวณภูมิประเทศคาร์สต์ จะมีลำน้ำบนผิวดินน้อยมาก อาจจะมีลำน้ำสายใหญ่ๆ ที่อยู่ระดับต่ำลงไป ลำน้ำสายเล็กๆ มักจะหายลงไปไหล อยู่ใต้ผิวดิน หรือบางบริเวณที่มีตะกอนหนาถม อยู่จะไหลอยู่บนผิวดิน แต่พอไหลผ่านบริเวณคาร์สต์ จะผ่านหน้าต่างคาร์สต์ หายลงไปใต้ดิน หากทั้งลำน้ำสายเล็กๆ ไหลอยู่ใต้ดินระยะทางที่ไหล อยู่ใต้ดินแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ และชนิดของหินที่รองรับ แม่น้ำที่ไหล หายไปใต้ผิวดิน อาจจะโผล่ออกมาอีกครั้ง ซึ่งเรียกว่า แม่น้ำโผล่ โดยอาจจะไหล ออกมาเป็นแม่น้ำหรือน้ำพุ ปกติน้ำนี้จะใส ในฤดูแล้ง แต่จะมีตะกอน มากในฤดูฝน
  6. อุโมงค์และสะพานธรรมชาติ อุโมงค์และสะพานธรรมชาติ มีการเกิดที่สัมพัทธ์กันมาก โดยเป็นผลจากกษัย การของลำน้ำใต้ดิน ส่วนสะพานธรรมชาติ เป็นการยุบพังของอุโมงค์ จนเหลือขนาดสั้นลง ลักษณะคล้ายสะพาน อย่างไรก็ตามสะพานหินธรรมชาติ ยังเกิดจากคลื่นกัดเซาะ เขาหินตามชายฝั่ง ทั้งสองด้าน บริเวณที่มีจุดอ่อน จะถูกกักเซาะลึกเข้าไป เป็นถ้ำ แล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้น จนทะลุถึงกัน ลักษณะที่ปรากฏจึงมีลักษณะเหมือนสะพาน
    1.หุบเขาร่องน้ำ มีลักษณะคล้ายช่องเขา แคบลึกแบบแคนยอน ซึ่งเป็นทางเดินของลำน้ำ ทางน้ำจะคดเคี้ยว และอยู่บนหินที่น้ำ ผ่านได้ยาก น้ำในลำน้ำจะใส
    2. หุบเขาบอด หุบเขาจะไม่มีร่องน้ำ เนื่องจากน้ำได้ซึมหายลงไปในหินปูน
  7. หุบเขาคาร์สต์ เกิดจากการกระทำโดยการละลายแบ่งได้ดังนี้
  8. ถ้ำ คือ โพรงที่เกิดอยู่ใต้ดินหรือใต้ภูเขา มีปากทางเข้าออก ถ้ำอาจจะเกิดจากหินอะไรก็ได้ แต่ส่วนมากจะพบเกิดจาก หินปูนที่มีชั้นหนา เนื้อแน่น และบริสุทธิ์ น้ำฝนจะไหลผ่านไปตาม รอยแตกของหิน เกิดการละลายจนเกิดเป็นโพรงขึ้น ระดับและการไหล องน้ำใต้ดินมีอิทธิพล ต่อการเกิดโพรงถ้ำ ขนาดใหญ่ โดยจะเคลื่อนย้าย สารละลายออกไปจนเกิดเป็นโพรง
รายละเอียดทรัพยากร
ประเภทของข้อมูล: 
บทความ
ภาษา: 
ภาษาไทย
หัวเรื่อง/คำสำคัญ: 
สุราษฏร์ธานี -- ภูมิศาสตร์/ ธรณีสัณฐานวิทยา/ ภูมิประเทศคาร์สต์/ หินปูน/
ระดับของผู้ใช้ข้อมูล: 
นักเรียน นักศึกษา
ระดับของผู้ใช้ข้อมูล: 
ประชาชน ผู้สนใจทั่วไป
ความรับผิดชอบและการเผยแพร่
เจ้าของงาน : 
สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้ร่วมงาน: 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย