คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองร้อยเกาะ

ร้อยเกาะ หรือ เมืองร้อยเกาะ ชื่อนี้มาจากสภาพพื้นที่ส่วนหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อยมากมาย โดยเฉพาะเกาะที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสมุย ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ มีชายหาดสวยงามและมีชื่อเสียง หลายแห่ง เช่น หาดเฉวง หาดละไม เป็นต้น ห่างออกไปทางตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะเล็กเกาะน้อยรวมแล้วประมาณ 40 เกาะ บางเกาะในหมู่เกาะอ่างทอง มีชายหาด และแนวปะการังที่สวยงาม ซึ่งเกาะเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้ถูกกำหนดและประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เรียกว่า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง นอกจากนี้ยังมีเกาะพะงัน ซึ่งมีบรรยากาศคล้ายเกาะสมุย มีชายหาดเกือบรอบเกาะ

ลักษณะเด่นคือมีชายหาดเป็นอ่าวโค้งสวยงามถึง 11 หาด เช่น หาดริ้นใน หาดริ้นนอก นอกจากนี้ใกล้ๆ กันยังมีเกาะนางยวน ซึ่งนอกจากมีชายหาด และท้องทะเลสวยงามแล้ว ยังมีแนวปะการังที่สมบูรณ์ หมู่เกาะต่างๆ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเปรียบเสมือนเมืองร้อยเกาะแห่งชายฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้ จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีชื่อเสียงทั่วโลก นักท่องเที่ยวทุกมุมโลกต่างหลั่งไหลสู่หมู่เกาะเหล่านี้ปีละหลายแสนคน ทำให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

 

เงาะอร่อย

เงาะโรงเรียนมีประวัติเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2468 มีชาวจีนสัญชาติมาเลเซีย ชื่อนายเค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปินังประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุก ที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร โดยสร้างบ้านพักเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ในที่ดินที่ซื้อจำนวน 18 ไร่ ใกล้ทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกข้างบ้านพัก ปรากฏว่ามีเงาะต้นหนึ่งมีผลที่มีลักษณะต่างไปจากต้นอื่น คือ รูปผลค่อนข้างกลมเนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบางรสชาติอร่อย

เมื่อนายเค วอง เลิกกิจการเหมืองแร่ในปี พ.ศ.2497 ได้ขายที่ดินจำนวน 18 ไร่ พร้อมบ้านดังกล่าว ให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งได้ปรับปรุงใช้เป็นสถานที่เรียน เรียกว่า โรงเรียนนาสาร เงาะที่นายเค วอง ปลูกไว้ ก็ได้ขยายพันธุ์ให้กับประชาชนโดยใช้ต้นพันธุ์เดิม จึงเรียกว่า เงาะโรงเรียนในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ได้เสด็จจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชัช อุตตมางกูร ผู้นำชาวสวนเงาะได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว" ตั้งแต่นั้นมาเงาะพันธุ์นี้จึงได้ชื่อว่า เงาะโรงเรียน อย่างเป็นทางการ

เงาะโรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ดี มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อกรอบ หวานหอม ผิวเปลือกบาง เมื่อผลสุกเปลือกเป็นสีแดงแต่ผม (ขน) ของเงาะโรงเรียนจะยังคงเป็นสีเขียว และมีการปลูกกันมากที่อำเภอบ้านนาสาร ซึ่งถือเป็นถิ่นกำเนิดของชื่อเงาะโรงเรียน

 

หอยใหญ่

หอยนางรม มีชื่อสามัญ คือ Oyster หอยนางรม (วงศ์ MOLLUSCA) นั้นมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมเลี้ยงกันอยู่โดยทั่วไปนั้น แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ด้วยกันคือ หอยนางรมพันธุ์เล็กหรือหอยนางรมปากจีบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saccostrea commercialis หอยนางรมพันธุ์นี้มีเลี้ยงมากทางภาคตะวันออก ส่วนหอยรมอีกสองพันธุ์ที่เหลือเป็นหอยนางรมที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่เรียกว่า หอยตะโกรม (Crassostrea belcheri) และหอยตะโกรมกรามดำ (C.lugubris) แม้ว่าจะมีการเลี้ยงกันบ้างในภาคตะวันออก แต่การเลี้ยงส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตจังหวัดในภาคใต้

หอยนางรมที่สุราษฎร์ธานีอร่อยกว่าที่อื่นๆ มาก ด้วยว่าเป็นสายพันธุ์ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า หอยตะโกรม ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีหอยตะโกรมจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเล แถวๆ อำเภอกาญจนดิษฐ์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ด้วยแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารของหอยทำให้ เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ออกลูกกันจำนวนมาก ประกอบกับศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สุราษฎร์ธานี ได้จับพ่อแม่พันธุ์หอยนางรมมาศึกษาการเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์จนประสบความ สำเร็จซึ่งลูกพันธุ์หอยส่วนหนึ่งได้ปล่อยกลับคืนธรรมชาติด้วย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเลจึงยึดอาชีพการเลี้ยงหอยนางรมกันจำนวนมาก ซึ่งผลผลิตส่วนหนึ่งขายตามท้องตลาด และร้านอาหารในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ ยังส่งขายให้กับภัตตาคารในกรุงเทพฯ อีกด้วย

การเลี้ยงหอยนางรมเป็นอาชีพนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเลี้ยงบนก้อนหิน ในกระบะไม้ ใช้แท่งซีเมนต์ แบบพวงอุบะแขวน และใช้หลักไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศ และดินฟ้าอากาศแต่ละท้องที่ สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยนางรมนั้น ต้องเป็นแหล่งที่มีน้ำกร่อยหรือน้ำทะเลท่วมถึง อย่างน้อย 7-8 เดือน สภาพเป็นดินโคลน หรือโคลนปนทราย และกระแสของน้ำมีความเร็วประมาณ 3-5 ไมล์ ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ควรห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมและไม่อยู่ในอิทธิพลของน้ำจืดไหลบ่าลงท่วมในฤดูฝนด้วย ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยนางรมมาก ด้วยว่ามีสภาพแวดล้อมที่ดี หอยใหญ่ๆจากที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการตลาด เนื่องจากผู้บริโภคให้ความนิยมนั่นเอง

อ้างอิง: ศุภชัย นิลวานิช, เทคโนโลยีการประมง , วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 17 ฉบับที่ 347

 

ไข่แดง

ไข่แดง เป็นนามเรียกลักษณะของไข่เค็มไชยา ของดีขึ้นชื่อของ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นไข่เค็มที่มีชื่อเสียงกล่าวขวัญกันทั่วไป ไข่เค็มไชยาเป็นไข่เค็มที่ทำจากไข่เป็ดที่เลี้ยงในเขตอำเภอไชยา ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงเป็ดขนาดใหญ่ ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นทุ่งนา ทั้งยังติดกับชายฝั่งทะเล มีกุ้ง หอย ปู ปลาอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งชาวบ้านยังเลี้ยงเป็ดโดยให้ข้าวเปลือกเป็นอาหารเสริม ส่งผลให้ไข่เป็ดมีไข่แดงสีแดงจัด ไข่แดงมีมากกว่าไข่ขาว สีสันมันวาว รสมัน ไร้กลิ่นคาว ชวนรับประทานกลายเป็นเอกลักษณ์พิเศษของไข่เค็มไชยา เมื่อนำมาทำไข่เค็มตามสูตรที่สั่งสมกันมาแต่โบราณ จึงทำให้ไข่เค็มไชยาเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวไชยา และชาวสุราษฎร์ธานี มีจำหน่ายทั่วไปในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะที่อำเภอไชยา กลายเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

 

แหล่งธรรมะ

แหล่งธรรมะสอดคล้องกับประวัติความเป็นมาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีความ รุ่งเรืองทางพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต เห็นได้จากร่องรอยความเจริญ ที่ยังคงปรากฏ ให้เห็นอยู่ทั่วไป เช่น วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร วัดแก้ว วัดหลง อำเภอไชยา วัดเวียง อำเภอเวียงสระ วัดถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม วัดเขาพระอานนท์ และวัดเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน ที่บ่งบอกว่าในอดีตบริเวณพื้นที่อำเภอไชยา เคยเป็นศูนย์กลาง ของพุทธศาสนา และอีกหลายแหล่งธรรมที่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ภาคภูมิใจ โดยเฉพาะสัญลักษณ์ แห่งธรรมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือสวนโมกขพลาราม และท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่ง เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใส ของชาวพุทธทั้งไทยและต่างประเทศที่มาเยือนมากมาย ดังนั้น “สวนโมกข์” คือ แหล่งธรรมะ ในคำขวัญประจำจังหวัด

เมื่อปี พ.ศ. 2502 ท่านพุทธทาสได้สร้างสวนโมกข์ขึ้น เกิดจากความต้องการ หาที่สงบสำหรับศึกษาธรรมะ จนพบวัดตระพังจิกซึ่งเป็นวัดร้าง มีต้นโมกข์ ต้นพลาขึ้นอยู่มาก จึงตั้งวัดร้างแห่งนี้เป็นสวนโมกข์ ต่อมา เมื่อปี 2475 ได้ย้ายมายังที่แห่งใหม่ที่เขาพุทธทอง ริมถนนเพชรเกษม บริเวณสวนโมกข์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างเป็นโบสถ์วิหารแต่จะใช้ธรรมชาติอันร่มรื่น ด้วยแมกไม้นานาพันธุ์เป็นการใกล้ชิดธรรมชาติ เน้นศาสนสถานผสมผสานธรรมชาติ เหมาะแก่การ วิปัสสนาธรรม มีลานหินโค้ง โรงปั้น มีศาลาโรงธรรมประมวลภาพวาดบทกวี และคติธรรม ไว้จำนวนมากซึ่งเรียกว่าโรงมหรสพทางวิญาณ

สวนโมกข์จึงเป็น แหล่งธรรมะ ที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย อีกทั้งทั่วโลกก็ยอมรับและยกย่องท่านพุทธทาสว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก
ทุกแห่งของสวนโมกข์สามารถศึกษาธรรมะได้อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา ตามเจตนารมณ์ ของสวนโมกข์ ที่ตั้งไว้ 3 ข้อ คือ การค้นคว้าพระไตรปิฎก (ปริยัติ) การตามรอยพระอรหันต์ (ปฏิบัติ) และการเผยแพร่ความรู้ธรรมะชั้นลึกโลก