หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม
1) คูหาที่ 1 เป็นคูหาขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระประธาน ซึ่งอยู่กลางคูหา เป็นพระพุทธรูป ปูนปั้น ปางป่าเลไลยก์ มีช้างและลิงหมอบ อยู่เบื้องหน้าทั้งสองข้าง เบื้องหน้า พระประธานมีเจดีย์ 2 องค์เบื้องซ้าย พระประธาน เยื้องไปด้านหลัง ตามแนวขอบผนัง มีพระพุทธรูป ประทับนั่งเรียงกัน 8 องค์ ช่วงต่อระหว่างคูหาที่ 1 และคูหาที่ 2 ก่ออิฐถือปูน ทำเป็นแท่นฐาน ประดิษฐาน พระพุทธรูปประทับนั่ง 2 องค์ ผนังด้านทิศเหนือ ก่ออิฐถือปูน เป็นแนวสันกำแพง เจาะช่องเป็นซุ้ม สำหรับวางพระ หรือประทีป ตอนล่าง ทำเป็นรูป ตัวช้างโผล่มาครึ่ง ตัวเรียงต่อกันไป จำนวน 9 ตัว หันหน้าไปทาง พระประธาน ประหนึ่งเป็นขบวนช้าง ล้อมรอบกำแพง และยังรับกับช้าง ที่เข้ามาถวายน้ำผึ้ง แก่พระประธาน
บนเพดานกลางคูหา เป็นขอบโค้ง ต่ำลงมาสูงจากพื้น 2.90 เมตร ตกแต่งด้วย ลายปูนปั้น รูปลายก้านขด พันธุ์พฤกษา หรือกนกลายไทย ปลายก้านดอกมีรูปเทพพนม รูปสัตว์สี่เท้า ใจกลางดวงดอกไม้ติดชามลายคราม เพดานตอนกลาง เป็นภาพลงสีประกอบ ด้วยภาพภิกษุ เทวดา ยักษ์ พนมมือบูชาพระธาตุ ในภาพหนึ่ง อาจจะเป็น พระเจดีย์ จุฬามณีบนดาวดึงส์ ซึ่งพระอินทร์ นำพระเมาฬี ของพระพุทธเจ้า บรรจุไว้ ซึ่งสอดคล้อง กับภาพเสด็จ ออกบรรพชา และมีเทวดา เชิญพระเกศา ที่ทรงตัดขึ้นไปไว้ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเขียนเป็นภาพ บนแท่นหินย้อย
บนผนังติดทางขึ้น ด้านซ้ายมือ หรือเบื้องขวา พระประธาน มีตัวอักษรไทยโบราณ ภาษาไทย เขียนเป็น ข้อความ มองเห็นได้ 12 บรรทัด บรรยายเรื่องเปรต รับกันกับ ภาพประกอบข้าง ๆ และที่อยู่เหนือขึ้นไป เป็นภาพเขียนสี แสดงคนกำลังขึ้นต้นงิ้ว มีเทวดาเอาไม้ กระทุ้งก้นอยู่เบื้องล่าง ยังมีภาพเรื่องนรก อีกหลายภาพ เช่น ภาพโครงกระดูก มีคำบรรยายเป็นตัวอักษร สีดำเขียนว่านรก – เปรต มีภาพคนขึ้นต้นงิ้ว อีกาจิกอยู่เบื้องบน เหนือขึ้นไป เป็นรูปอาคาร ทรงปราสาท คงหมายถึงสวรรค์
บนเพดานตรงปากถ้ำ ตอนกลางมีภาพเขียนสีแดง เป็นรูปเทวดา เหาะจำนวนหลายองค์ บริเวณนี้ประดับ เครื่องถ้วยชาม มากกว่าบริเวณอื่น ดูคล้ายดวงดาราบนท้องฟ้า คงหมายถึงสวรรค์
ระหว่างคูหาที่ 1 และคูหาที่ 2 มีหินย้อย รูปทรงกระบอกคั่นอยู่ เนื่องจากพื้นดินย้อย ราบเรียบ ช่างจึงลงพื้น ด้วยปูนขาว เพื่อเขียนภาพ เล่าเรื่องพระพุทธประวัติ ต่อเนื่องกันไป ได้แก่ภาพเสด็จ ออกมหาภิเนษกรมณ์ แสดงภาพ เจ้าชายสิทธัตถะ ประทับ บนหลังม้ากัณฐกะ มีเทพยดา นำเสด็จพระราชดำเนิน บางองค์รองรับ เท้าม้าเพื่อเหาะเหิน อัญเชิญผ้าครอง มาถวาย พระพุทธองค์ ทรงครองผ้า และตัดพระเมาฬี มีเทวดา เสด็จออกมารับ พระเมาฬีไปประดิษฐาน ไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถัดไปเป็นภาพ พระพุทธรูป ปางนาคปรก และภาพอาคาร คล้ายปราสาท มีคนอยู่ภายใน มีคนแก่ยืนหลังคุ้ม อยู่ข้างนอก เนื่องจาก ภาพลบเลือนมาก เห็นได้ไม่ครบ จึงสันนิษฐาน ไปได้หลายทาง อาจเป็นภาพแสดง ตอนเจ้าชายสิทธัตถะ เห็นนิมิตร 4 อย่าง ( เกิด แก่ เจ็บ ตาย ) หรือเหตุการณ์ เล่าเรื่องพระเวสสันดร
2) คูหาที่ 2 มีแท่นฐานก่ออิฐถือปูน ติดกับผนังประดิษฐาน พระพุทธรูปปางมารวิชัย ลงรักดำ บนฐาน สี่ชั้น ฐานตกแต่ง เป็นลายบัวและกระจัง ตอนล่างฐาน เป็นภาพปูนปั้น รูปพุทธประวัติ ได้แก่ ภาพตอนมารผจญ มีพระแม่ธรณี บีบมวยผม ภาพพุทธบริษัท พระราหุลทูล ขอราชสมบัติ ภาพปูนปั้นตอนบนข้าง ๆ องค์พระพุทธรูป เป็นภาพ เทพชุมนุม ในบรรดาภาพ เหล่านี้มีพระพรหม คนธรรพ์ ท้าวเวสสุวัณ (ยักษ์) ท้าววิรูปักษ์ (นาค) และ รูปสัตว์ใน เทพนิยาย
3) คูหาที่ 3 เป็นซอกเล็ก ๆ อยู่สุดขอบถ้ำ เคยพบเทวรูปพระวิษณุ 4 กร สภาพชำรุด พระเศียร และพระกรหัก กำหนดอาย ุราวพุทธศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
คูหาในโพรงถ้ำ พบเครื่องมือเครื่องใช้ ของมนุษย์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ หม้อสามขา เศษภาชนะดินเผา ลายเชือกทาบ เครื่องมือขวานหินขัด โบราณวัตถุเหล่านี้ เป็นหลักฐานแสดงว่า ถ้ำเคยใช้เป็นที่อยู่ ของมนุษย์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหินใหม่ อายุราว 4,000 - 2,000 ปีมาแล้ว เหตุที่พบในส่วนคูหา โพรงถ้ำด้านใน อาจเป็นได้ว่า คนเก็บโบราณวัตถุ ที่กระจายอยู่ตามพื้นถ้ำ ตั้งแต่บริเวณปากถ้ำ นำไปรวบรวม ไว้ภายในซอกถ้ำ ด้านในสุด (อมรา ศรีสุชาติ ,2534 :54 – 60)
เจดีย์ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน เลียนแบบ พระบรมธาตุไชยา ประดับตกแต่ง ด้วยเครื่องถ้วยชาม ทั่วทั้งองค์ คงสร้างขึ้น สมัยอยุธยา ตอนปลาย เรือนธาตุเจดีย์มีซุ้มทิศ (ซุ้มจระนำ) ประดิษฐานพระพุทธรูป ยืนปางประทานอภัย ภายในประดิษฐาน พระพุทธบาทจำลอง