โคโลนีปะการังมีรูปทรงแตกต่างกัน เช่น ก้อน กึ่งก้อน กิ่งก้าน พุ่ม เขากวาง เคลือบผิว แท่ง แผ่น ฯลฯ แต่ปะการังที่มีรูปทรงเป็นก้อน จะเป็นกลุ่มใหญ่ของแนวปะการังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปะการังโขด (Porites lutea) และปะการังดอกไม้ (Goniopora spp.) ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความขุ่นสูง เช่น แนวปะการังบริเวณหมู่เกาะอ่างทอง เกาะสมุย และเกาะพะงัน
ปะการังมีกลไกในการกำจัดตะกอน ที่ตกทับลงบนตัวปะการังได้หลายวิธี เช่น การโบกพัดหนวดเพื่อไล่ตะกอน การขับเมือกมาจับตะกอน ให้เป็นก้อนแล้วถูกมวลน้ำ พัดพาออกไป แต่วิธีการเหล่าน ี้ต้องใช้พลังงาน จึงมีขีดจำกัด นอกจากนี้ปะการังยังสามารถสกัด อาหารได้จากตะกอนด้วย ดังนั้นในบริเวณที่มีน้ำขุ่น และมีอัตราการตกตะกอนสูง มักจะพบความเสื่อมโทรม ของแนวปะการัง แต่ปะการังโขด และปะการังดอกไม้ ยังคงเป็นกลุ่มปะการัง เด่นในบริเวณนี้ การประเมินผลกระทบของตะกอน ที่มีต่อปะการังมีความแปรปรวนมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความทนทาน ของปะการังแต่ละชนิด หรือแม้แต่ภายในปะการัง ชนิดเดียวกันก ็มีความทนทานต่างกัน โดยตำแหน่งที่ตั้งของแนวปะการัว ทิศทางและความเร็วของกระแสน้ำ ลักษณะของตะกอน และอัตราการตกตะกอนถ้าหาก อัตราการตกตะกอนมากกว่า 50 มก./ซม2/วัน จะมีผลกระทบต่อปะการัง ในระดับรุนแรงมาก ซึ่งอาจทำให้ชนิดและจำนวนปะการังลดลง ระบบนิเวศแนวปะการังเสื่อมโทรมมาก การลงเกาะของตัวอ่อนปะการังลดลง การเติบโตของปะการังช้าลง และการรุกพื้นที่ ของสิ่งมีชีวิตอื่นมีมากขึ้น