หมู่เกาะอ่างทอง

พื้นที่ในบริเวณรอบหมู่เกาะ ในเขตอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะอ่างทอง มีลักษณะเป็นแนวปะการัง ริมฝั่งและเป็นกลุ่มปะการัง บนโขดหิน แนวปะการังริมฝั่ง มีความกว้างประมาณ 30-100 เมตร สิ้นสุดที่ระดับ ความลึกประมาณ 2-5 เมตร ส่วนกลุ่มปะการัง บนโขดหิน มีความกว้างประมาณ 10-30 เมตร สิ้นสุดที่ความลึกประมาณ 3-8 เมตร สิ่งมีชีวิตในทะเล ที่พบจะเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิต ที่สามรถดำรงชีวิต ในเขตน้ำขุ่นได้ ทั้งนี้เนื่องมาจาก ลักษณะทางสัณฐาน ของหมู่เกาะอ่างทอง เป็นหมู่เกาะหินปูน ชายฝั่งมีความลาดชันสูง ทำให้ตะกอนในน้ำมีมาก ทั้งจากอิทธิพลจาก ปากแม่น้ำ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นผล มาจากธรรมชาติ และผลกระทบ จากกิจกรรมของมนุษย์

ทรัพยากรทางทะเล ที่สำคัญของหมู่เกาะอ่างทอง ได้แก่ ทรัพยากรปะการัง เนื่องจากเกาะต่างๆ ของหมู่เกาะอ่างทอง ส่วนใหญ่มีแนวปะการัง โดยรอบ และด้วยลักษณะ สัณฐานของ หมู่เกาะอ่างทอง เป็นหมู่เกาะหินปูน ชายฝั่งหักชัน ตะกอนในน้ำ มีปริมาณมาก เกิดการตกทับถม ของตะกอนซึ่งเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อม สำคัญที่ปะการัง ต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอด

ผลของตะกอน ทำให้ปะการังที่พบ มีความหลากหลาย ของชนิดน้อยลง แต่ก็ยังมีปะการัง อีกหลายชนิดที่ สามารถทนทานตะกอนได้ หากพิจารณา เฉพาะพื้นที่อ่าวไทย แนวปะการังหมู่เกาะอ่างทอง ป็นแนวปะการัง รอบหมู่เกาะหินปูน ในเขตน้ำขุ่นที่ได้รับ ผลกระทบจากตะกอ มากที่สุดแห่งหนึ่ง กล่าวได้ว่าแนวปะการังรอบ หมู่เกาะหินปูนในลักษณะ เช่นนี้มีเพียง ในบริเวณนี้ และแนวปะการังร อบหมู่เกาะใน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นความโดดเด่น และเป็นตัวแทนของแนวปะการัง ในรูปแบบนี้ของอ่าวไทย นอกจากนี้ยังพบสัตว์อื่นๆ อาศัยอยู่ในแนวปะการัง ได้แก่ กลุ่มปลา ซึ่งพบปลา อย่างน้อยจำนวน 16 อันดับ 59 วงศ์ 101 สกุล 161 ชนิด โดยวงศ์ของปลา ที่พบจำนวนสมาชิก มากที่สุด ได้แก่ ปลาสลิดทะเล (Pomacentridae) ส่วนมากเป็นปลาที่อาศัย ในแนวปะการังมีถึง 26 ชนิด วงศ์ที่มีจำนวนสมาชิกรองลงมา ได้แก่ วงศ์ปลาอมไข่ พบ 3 สกุล 11ชนิด และวงศ์ที่พบมีชนิดเป็นอันดับ 3 ได้แก่ วงศ์ปลากะรัง (Serranidae) และวงศ์ปลานกขุนทอง (Labridae) ซึ่งพบสมาชิกวงศ์ละ10 ชนิด กลุ่มปู จากการศึกษาบริเวณหาดหิน หาดทราย และแนวปะการัง พบปูทั้งหมด 13 วงศ์ 31 สกุล 53 ชนิด อยู่ในกลุ่ม Anomura 6 ชนิด และอยู่ในกลุ่ม Brachyura 47 ชนิด สาหร่ายทะเล จากการสำรวจในเบื้องต้น พบสาหร่ายทะเลทั้งสิ้น 45 ชนิด เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Phylum Cyanophyta:blue green) 2 ชนิด สาหร่ายสีเขียว (Phylum Chlorophyta: green algae) 12 ชนิด สาหร่ายสีน้ำตาลแดง (Phylum Phaeophyta: brown algae) 10 ชนิด สาหร่ายสีแดง(Phylum Rhodophyta: red algae) 21 ชนิด กลุ่มหอยทะเล จากการศึกษาพบสัตว์ กลุ่มหอยรวมอย่างน้อย 190 ชนิด ประกอบด้วยหอยฝาเดียว และทากทะเล 42 วงศ์ อย่างน้อย 76 ชนิด และหอยสองฝา 27 วงศ์ อย่างน้อย 113 ชนิด ฟองน้ำทะเล (Phylum Porifera, Class Demospongiae) จากการศึกษาพบฟองน้ำทะเลทั้งหมด 36 ชนิดจาก 21 วงศ์ 8 อันดับบริเวณที่พบฟองน้ำ มากที่สุดได้แก่ บริเวณเกาะสามเส้า พบ 16 ชนิด รองลงมาคือ เกาะวัวตาหลับพบ 15 ชนิด และเกาะว่าว 14 ชนิดได้แก่ ฟองน้ำครก (,Xestospongia testudinarkia) และฟองน้ำสีน้ำเงิน (Neopetrosia sp.) เป็นต้น เอคไคโนเดิร์ม (Phylum Echinodermata) จากการศึกษาพบ เอคไคโนเดิร์มทั้งหมด 29 ชนิดจาก 14 วงศ์ 12 อันดับ บริเวณที่พบเอคไคโนเดิร์มมากที่สุดได้แก่ บริเวณเกาะว่าว พบ 11 ชนิด รองลงมาคือ เกาะแม่เกาะพบ 10 ชนิด และเกาะสามเส้า 8 ชนิด เอคไคโนเดิร์มที่พบเป็นชนิดเด่นได้แก่ เม่นดำหนามยาว (Diadema setosum) ปลิงสร้อยไข่มุก (Synatula spp.) และดาวเปราะเขียว (Ophiactis savignyi) เป็นต้น

สำหรับทรัพยากร ทางทะเลอื่นๆ ของหมู่เกาะอ่างทอง คือ ป่าชายเลน ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก ในบริเวณรอบทะเล ในของเกาะแม่เกาะ และในบางอ่าวด้านทิศตะวันออก ของเกาะพะลวย ซึ่งส่วนใหญ ่เป็นป่าชายเลนเกิดใหม่ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ เป็นโกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) นอกจากนี้ในพื้นที่อุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอ งยังพบหญ้าทะเลใน บริเวณเกาะวัวตาหลับ 2 ชนิด คือ Halophila minor และ Enhalus acoroides ขึ้นกระจายเป็นกลุ่มๆ มีพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลน้อยมาก

แหล่งทางนิเวศวิทยา: ทรัพยากรทางทะเล
ระบบนิเวศทางทะเล: 

อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะอ่างทอง เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ประกอบด้วย เกาะที่สำคัญเป็น ที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เพื่อกิจกรรมท่องเที่ยว ทางน้ำ และชมความสวยงาม ของสิ่งมีชีวิต เช่น เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะท้ายเพลา และเกาะวัวตาหลับ เกาะต่างๆ เหล่านี้ยัง มีระบบนิเวศทางทะเล ที่สมบูรณ์และ มีความหลากหลาย โดยเฉพาะปะการังและสิ่งมีชีวิต มีรายละเอียดจำแนกได้ดังนี้

(1) เกาะวัวตาหลับ มีหาดทรายอยู่บริเวณ อ่าวคา ด้านหน้าของที่ทำการอุทยานฯ มีลักษณะเป็นหาดทรายขาว ละเอียด ยาวประมาณ 100 เมตร ระดับน้ำไม่ลึกมาก เหมาะแก่การลงเล่นน้ำ หน้าหาดยังมี แนวปะการังน้ำตื้น ความกว้างประมาณ 30-50 เมตร สิ้นสุดที่ความลึกประมาณ 5 เมตร ปะการังที่พบส่วนใหญ่เป็นปะการังก้อน (Porites lutea) ปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) ปะการังเขากวาง ปะการังโต๊ะ (Acropora spp.) และปะการังดอกกะหล่ำ (Pocillopora damicornis) และยังพบกัลปังหาสกุล Ellisella อยู่เป็นหย่อมๆ ปะการังอ่อนสกุล Sinularia และ Cladiella แพร่กระจายเป็นหย่อมๆ ใกล้หน้าผา นอกจากนี้ยังพบสัตว์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง เช่น ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว ปลากระเบนทอง ปลาฉลามหูดำ ปลาเก๋า ฟองน้ำ เม่นทะเลหนามดำ ปลิงทะเล สาหร่ายสีน้ำตาล กลุ่มสาหร่ายทุ่น (Sargassum sp.) และสาหร่ายจอก (Turbinaria sp.) เป็นต้น

(2) เกาะแม่เกาะ เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ ในหมู่เกาะอ่างทอง เกาะมีลักษณะโค้งเว้า มีหาดทราย 5หาด มีแนวปะการังก่อตัวได้ดี โดยรอบเกาะ เป็นแนวปะการังริมฝั่ง (Fringing reef) ความกว้างของ แนวประมาณ 50-100 เมตร สิ้นสุดที่ความลึก ของน้ำประมาณ 1-5 เมตร สภาพของแนวปะการัง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ สมบูรณ์ปานกลาง จนถึงสมบูรณ์ดี ปะการังที่พบส่วนใหญ่เป็น ปะการังก้อน (Porites lutea) ปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) ปะการังดอกเห็ด (Fungia sp.) ยังพบปะการังจาน (Pectinia lactuca) และกัลปังหาเป็นหย่อมๆ และพบปะการังอ่อนสกุล Dendronephthya บางบริเวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ นอกจากนี้ยังพบสัตว์อื่นๆ ปะปนอยู่ใน แนวปะการัง เช่น ปลาผีเสื้อลายแปดเส้น ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว นอกจากนี้ยังพบกลุ่มฟองน้ำ เม่นทะเล ปลิงทะเล ฯลฯ

(3) เกาะสามเส้า อยู่ตรงข้ามกับเกาะแม่เกาะ เป็นแหล่งปะการังที่สวยงาม แนวปะการังเกาะสามเส้า อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ความขุ่นสูง พื้นท้องทะเล มีความลาดเอียงต่ำ มากจนเกือบเหมือนพื้นราบ ตะกอนตกทับถม บนพื้นทั่วไปความลึก ประมาณ 15-20 เมตร แนวปะการังก่อตัวได้ดีเป็นแนวปะการังริมฝั่งโดยรอบเกาะ มีความกว้างประมาณ 30-100 เมตร สิ้นสุดที่ระดับน้ำลึกประมาณ 1-3 เมตร ปะการังที่พบ ส่วนใหญ่เป็น ปะการังก้อน( Porites lutea) ปะการังเขากวาง (Acropora spp.) ปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora) นอกจากนี้ยังพบสัตว์อื่นๆ อาศัยอยู่ในแนวปะการัง เช่น กัลปังหาสกุล Ellisella ซึ่งพบจำนวนมาก บริเวณใต้สะพานหินโค้ง

(4) เกาะท้ายเพลา เป็นเกาะขนาดเล็ก มีแนวปะการังเกือบรอบเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปะการังบนโขดหิน ยกเว้นทางด้านทิศตะวันออกที่เป็นแนวปะการังริมฝั่ง (Fringing reef) ความกว้างของแนวหินที่มีปะการังประมาณ 10-30 เมตร สภาพแนวปะการังอยู่ในระดับสมบูรณ์ปานกลางจนถึงสมบูรณ์ดีมาก ปะการังที่พบส่วนใหญ่เป็นปะการังดอกกะหล่ำ (Pocillopora damicornis) ปะการังก้อน ( Porites lutea ) ปะการังเขากวาง และปะการังโต๊ะ (Acropora spp.) ปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) นอกจากนี้ยังพบสัตว์อื่นๆ ปะปนอยู่ในแนวปะการัง เช่น กัลปังหา ปะการังอ่อน ฟองน้ำครก ดอกไม้ทะเล แส้ทะเล หอยมือเสือ และปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลาสลิดหิน ปลานกแก้ว ปลาหิน เป็นต้น

ผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล: 

ชายหาด และแนวปะการัง บริเวณหมู่เกาะอ่างทอง เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทางทะเล ที่มีชื่อเสียงของประเทศ และมีความสำคัญ ทางเศรษฐกิจ และสังคม ต่อจังหวัดสุราษฏร์ธานี และชุมชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตามแนวปะการัง ในบริเวณหมู่เกาะอ่างทอง มีภาวะคุกคามจาก สาเหตุดังนี้

(1) การฟุ้งกระจายของตะกอนจากธรรมชาติ

(2) ปะการังฟอกขาว โดยเฉพาะการเกิดปรากฏการณ์ ปะการังฟอกขาว อย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 2541

(3) การประมงผิดกฎหมาย เช่น การจับปลาโดยใช้สารเคมี

(4) การจับปลิงทะเล และเม่นทะเลจากแนวปะการัง

(5) การขาดความรู้ และความเข้าใจด้านนิเวศวิทยาทางทะเล และจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมทางทะเล

(6) การขาดการประสานงาน ระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ ทรัพยากรทางทะเล

(7) ผลกระทบจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

ผลกระทบจากการท่องเที่ยว ที่มีต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล และแนวปะการัง มีดังนี้

(1) นักดำน้ำขาดประสบการณ์ ในการดำน้ำ จึงทำให้แนวปะการัง ได้รับผลกระทบ จากการเหยียบย่ำ และการสัมผัส

(2) การขาดจิตสำนึก ของผู้ปะกอบธุรกิจดำน้ำบางกลุ่ม ที่ไม่มีการควบคุมพฤติกรรม ของนักดำน้ำที่เหมาะสม

(3) การจอดเรือในแนวปะการัง โดยไม่ใช้ทุ่นจอดเรือ

ข้อควรระวัง: 

การท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง เป็นการท่องเที่ยว ที่สามารถทำให้นักท่องเที่ยว ได้ลงไปสัมผัสกับโลกใต้ทะเล ที่มีแต่ความสวยงาม ตระการตา จนทำให้นักท่องเที่ยว รู้สึกเพลิดเพลิน จนบางครั้งทำให้ความระมัดระวัง ในการดูแล และควบคุมตนเองลดลง เช่น เมื่อพบเห็นสิ่งที่แปลกตา แปลกใจทำให้ อยากสัมผัสกับสิ่งๆ นั้น ด้วยความสนใจ และอยากชื่นชมอย่างใกล้ชิด โดยไม่รู้ถึงความอันตราย ที่จะเกิดขึ้น หรือเหยียบย่ำลงบน สัตว์ที่เป็นอันตราย โดยตรงอย่างไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตามพฤติกรรม ของนักท่องเที่ยว ย่อมมีผลกระทบโดยตรง ต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ไม่ว่าจะเป็น การป้อนอาหารปลา ซึ่งเป็นการสร้างนิสัย ที่ผิดไปจากธรรมชาติ หรือการจับ แตะ สัมผัสกับสัตว์น้ำ ซึ่งสัตว์น้ำเหล่านี้ มีพฤติกรรมที่รับรู้ ความเปลี่ยนแปลงได้งาย อาจทำให้วงจรชีวิต ของมันเปลี่ยนไป เช่น หยุดการวางไข่ เปลี่ยนนิสัยการกินอาหาร หนีออกจากแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม หรือบางครั้ง อาจทำให้สัตว์น้ำ ชนิดนั้นตกใจจนถึงขั้นตายได้ การได้รับบาดเจ็บ จากสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม ของนักท่องเที่ยว ที่ขาดความระมัดระวังแ ละความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การยึดเกาะ จับ เหยียบย่ำ ยืนบนพื้นทราย หรือพื้นหิน โดยไม่ดูให้รอบคอบ เสียก่อนว่า บริเวณนั้นมีสัตว์หรือ สิ่งที่เป็นอันตราย ซึ่งทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เพราะอาจจะไปโดนสัตว์ ที่มีพิษบางชนิดที่มีอาวุธ เงี่ยง หรือหนาม ป้องกันตัวเอง ทำร้ายได้ สัตว์น้ำหลายชนิด ไม่มีพิษแต่สามารถ ทำให้เกิดอันตรายได้ ถ้าหากนักท่องเที่ยว ไปสัมผัสหรือ ทำให้ตกใจ เพราะสัตว์ทุกชนิด มีสัญชาตญาณ ของการป้องกันตัว และบางชนิด มีพฤติกรรมหวงถิ่นที่อยู่ และก้าวร้าวโดยเฉพาะในช่วงฤดูวางไข่ หรือช่วงที่กำลังจับคู่ผสมพันธุ์ เช่น ปลาไหลมอเล่ย์ ปลาสลิดหิน ถ้านักท่องเที่ยวเดินเข้าไป ใกล้ปากโพรงถ้ำ ที่เป็นที่อยู่อาศัยหรือวางไข่ อาจถูกไล่หรือโดนกัดได้ ดังนั้นนักท่องเที่ยว ควรตระหนักอยู่เสมอว่า เป็นการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา ชื่นชมธรรมชาติ พักผ่อนหย่อนใจ ไม่ใช่เพื่อการทำลาย โดยไม่ไปยุ่งไปแหย่ หรือทำให้สัตว์น้ำตกใจ สัตว์ทะเลที่ทำให้เกิดอันตราย สามารถแยกได้ตามลักษณะ ของพิษที่ได้รับจากสิ่งมีชีวิตดังนี้

(1) พวกที่มีเข็มพิษ (Stinger) ได้แก่ แมงกระพรุน (Jelly fish) ปะการังไฟ (fire coral) ดอกไม้ทะเล (Sea anemone) ดาวขนนก (Sea feather) ขนนกทะเล/ไฮดรอยด์ (Hydroid) ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีเข็มพิษ (Nematocyst) อยู่ที่หนวดของสัตว์เหล่านี้ บางชนิดมีพิษ จนถึงขั้นตายได้คือ แมงกระพรุนชนิดที่เรียกว่า Portuguese Man-of -War ความรุนแรงของพิษ อาจทำให้เป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อ ทำให้มีผลต่อระบบหายใจและปอด อาจทำให้หมดสติจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

(2) พวกที่มีความคม (Scraper) ได้แก่ ปะการังแข็ง (Hard coral) ฟองน้ำ (sponge) หอยสองฝา (Bivalves) และเพรียงหิน (Rock barnacle) ซึ่งนักท่องเที่ยวอาจได้รับบาดเจ็บได้ถ้าไม่ระวัง

(3) พวกที่มีอวัยวะใช้ตำได้ (Sticker) ได้แก่ ปากกาทะเล (Sea pan) บุ้งทะเล (Fire worm) ปลาหินหรือปลากะรังหัวโขน (Stone fish) ปลาสิงโต (Lion fish) ปลาแมงป่อง (Scorpion fish) ปลากระเบน (Sting ray) ปลาปักเป้า (Puffer fish) ปลาสลิดหิน (Rabbit fish) ปลาดุก (Cat fish) ปลากด (Cat fish) ปลาขี้ตังเบ็ด (Powder-blue surgeonfish) กุ้ง (Shrimp) ปู (Crab) ดาวหนาม (Clown-of-thorn Sea Star) แมงดาทะเล (Horse-shoe Crab) และเม่นทะเลบางชนิด (Sea urchin) เป็นต้น

(4) พวกที่กัดได้ (Snapper) ได้แก่ งูทะเล (Sea snake) ปลาไหลมอเล่ย์ (Moray eel) ปลาฉลาม (Sharks) ปลาหมึกยักษ์ที่เรียกว่า Blue-ringe Octopus เป็นต้น ซึ่งพิษมีผลต่อระบบประสาท อยู่ในต่อมน้ำลาย ทำให้ผู้ที่ถูกกัดมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ช็อค และอาจทำให้เสียชีวิตได้

(5) พวกที่มีสารพิษอยู่ในตัว ซึ่งพวกนี้บางชนิด จะขับเมือกที่เป็นพิษออกมา หรือห่อหุ้มร่างกาย เพื่อป้องกันอันตรายจากธรรมชาติ ได้แก่ พรมทะเล (Zoanthid) ทากทะเล (Sea slug) หอยเต้าปูน (Cone Shell) ปลากระเบนไฟฟ้า (Electric ray) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตบางชนิด ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด แสบคัน คล้ายกับแตนทะเลกัด ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นกลุ่ม ของสัตว์ทะเลขนาดเล็ก กลุ่มแตนทะเล แต่ยังไม่มีรายงานระบุ แน่ชัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด ดังนั้นจึงควรทำการศึกษาวิจัย ให้ทราบถึงชนิด และความเป็นพิษ ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มนี้ต่อไป

ความรับผิดชอบและการเผยแพร่
เจ้าของงาน : 
สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผู้ร่วมงาน: 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
รายละเอียดทรัพยากร
ประเภทของข้อมูล: 
บทความ
ภาษา: 
ภาษาไทย
หัวเรื่อง/คำสำคัญ: 
หมู่เกาะอ่างทอง/ ทรัพยากรทะเล - - ไทย - - หมู่เกาะอ่างทอง/ นิเวศวิทยาทะเล - - ไทย - - หมู่เกาะอ่างทอง/ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล - - ไทย - - หมู่เกาะอ่างทอง/ ทรัพยากรทะเล - - ผลกระทบจากการท่องเที่ยว/ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ - - ไทย - - หมู่เกาะอ่างทอง/ เกาะวัวตาหลับ/ เกาะแม่เกาะ/ เกาะสามเส้า/ เกาะท้ายเพลา
ระดับของผู้ใช้ข้อมูล: 
นักเรียน นักศึกษา
ระดับของผู้ใช้ข้อมูล: 
ประชาชน ผู้สนใจทั่วไป